ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กรงนก vs การศึกษาไทย

กรงนก vs การศึกษาไทย โดยสังเขป
 

โดย ทวีศักดิ์ จันทร์ประดิษฐ
ภาพจาก Pantip.com



วันนี้ผมไปท่าวัง นครศรีธรรมราช ไปเห็นกรงนกมีนกอยู่พร้อมอาหาร ผมเลยนึกถึงด้านมืดของการศึกษาไทย เลยคิดเชิงเปรียบเทียบในใจว่า

นก = นักเรียน
อาหาร = ความรู้ที่ครูป้อนให้
กรง = ระบบการศึกษา
คนให้อาหาร = ครู


1. นักเรียน - ประเด็นที่เคยเป็นข่าวก็คือ นักเรียนไทยใช้เวลาเรียนในโรงเรียนมากที่สุดในโลกหลายชั่วโมงต่อปี น่าภูมิใจแทนผู้ปกครองมาก บางคนเรียนพิเศษด้วย แต่ไม่ได้คิดถึงอนาคตว่านักเรียนพวกนี้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนตลอดชีวิต เขาต้องทำงาน หาเงิน เลี้ยงครอบครัว ต่างจากเด็กต่างประเทศที่มีการเรียนในโรงเรียนน้อย แต่เน้นปฏิบัติมากๆ เน้นการทำงานเป็นทีม ระดมสมอง ทักษะต่างๆ แม้กระทั่งลูกชายคนโตของ เดวิด เบคเเฮม ก็ยังต้องทำงานเอง หาเงินเองด้วยการเป็นเด็กเสริฟ เพื่อให้เขามีประสบการณ์การทำงาน การอยู่ร่วมกับคน และอื่นๆ เพราะประเด็นนี้ทำให้กระทรวงศึกษาธิการไทยตื่นและระลึกรู้ได้ว่าไม่มีประโยชน์ต่อนักเรียน เลยทำให้ลดชั่วโมงน้อยลง ใส่กิจกรรมภาคปฏิบัติเข้าไปเเทน ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่าง สหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย นั้นไปเลยเส้นชัยเเล้ว แต่เรายังเพิ่งเริ่มต้น อย่างน้อยก็ดีกว่าช้ากว่านี้


2. ความรู้ - เราถูกป้อนความรู้จากครูมากเกินไปจนทำให้เราหาความรู้เองไม่เป็น จริงๆบทบาทของครูต้องแนะนำ อบรมสั่งสอนให้เด็กคิดเป็น สร้างความกระหายในการหาความรู้เองเป็น และเปิดโอกาสให้ซักถามสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา การเรียนแบบรับความรู้อย่างเดียวจากคุณครูนั้นฝรั่งใช้คำว่า (Spoon-fed learning) ต่างจากการสอนของฝรั่งที่นักเรียนจะต้องหาข้อมูล ความรู้มาพูด โต้แย้งในชั้นเรียนให้อาจารย์ เพื่อนๆฟัง และเปิดโอกาสสำหรับคำถาม เป็นการเรียนแบบเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-centered learning) ไม่ใช่ถือหนังสือมายืนอ่านให้นักเรียนฟังเพราะมันไม่ได้อะไรใหม่ ให้นักเรียนไปอ่านเองที่บ้านจะดีกว่า ต้องสอนอ้างอิงข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้หลายหลาก นำสิ่งใหม่ๆเข้ามาให้เกิดความสนใจมากขึ้น ซึ่งจะช่วยนำไปสู่ความรู้ใหม่ และเป็นความรู้ใหม่ที่ต่อยอดไปอย่างไม่มีสิ้นสุด


3. ระบบการศึกษาไทย - จริงๆเด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ระบบทำให้เด็กไม่เก่ง เพราะการศึกษาไทยเน้นให้เด็กเรียนเพื่อสอบ จบออกมาก็ไม่สามารถนำความรู้ที่เรียนไปใช้ได้จริงๆ เพราะเราไม่เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เราเรียนรู้จากหนังสือเป็นส่วนใหญ่ ขาดกิจกรรมเชิงปฏิบัติจริงๆที่มหาลัยชั้นนำของโลกเขาทำกัน อย่างเช่น การทำวิจัยภาคสนาม การทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับชาวบ้าน เรียนรู้ประสบการณ์จากชาวบ้าน ฝึกทำงานภาคสนาม ลงพื้นที่จริง ส่วนใหญ่เเล้วนักเรียนไทยจะอยู่แต่ในชั้นเรียน (กรง) ไม่ได้เข้าไปสัมผัสโลกภายนอกมากเท่าที่ควรจะเป็น ทำให้เราอ่อนทักษะชีวิต หลักธรรมในพระพุทธศาสนาสอนว่า ต้องศึกษา และปฏิบัติตามไปด้วย เพื่อผลที่ดี (ปริยัติ / ปฏิบัติ / ปฏิเวธ)


4. ครู - จรรยาบรรณของครูนั้นสำคัญมากๆต่อนักเรียน เพราะครูคือผู้นำจิตวิญญาณแห่งการศึกษา หลายกรณีที่เราเห็นในประเทศไทย เช่น ครูทิ้งเด็ก ไม่เข้าสอน / เข้าสอนไม่ตรงเวลา / งานเอกสารมากกว่างานสอน / ติดผลงานวิชาการจนลืมหน้าที่หลักของตัวเอง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำลายนักเรียนทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว นักเรียนที่หลงเข้าไปในสถาบันที่มีลักษณะแบบนี้จะประสบปัญหาในอนาคตแน่นอน ดังนั้นครูต้องเป็นครูจริงๆ แล้วนักเรียนจะได้อะไรมากๆ 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

77 Provincial Slogans in Thailand

กรุงเทพมหานคร
กรุงเทพดุจเทพส้ราง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย

จังหวัดกาญจนบุรี
• แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก
• A province of ancient community, three pagodas pass, precious stones, River Kwae Bridge, Minerals and waterfall resources.

จังหวัดจันทบุรี• น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบูรณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี
• Magnificent Waterfalls, Fruit City, Good Breeding Peppercorns Loads of Gems, Chanthabun Mat, Fertile Nature, Gathering Place of King Taksin the Great’s Liberation Army

จังหวัดฉะเชิงเทรา
• แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย อ่างฤๅไนป่าสมบูรณ์
• The Bountiful Bang Pakong River,the Sacred Buddha Image of Luangpho Sothon, Phraya Si Sunthon the Scholar of Thai Language, and the Pristine Ang Rue Nai Forest


จังหวัดชลบุรี 
• ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน จักสานดี ประเพณีวิ่งควาย
• Beautiful…

Grammar: conditionals

Conditionals คือประโยคเงื่อนไข มี 4 แบบหลักๆ คือ

1. Zero conditional         
2. First conditional
3. Second conditional    

4. Third conditional


1. Zero conditional  - เราจะใช้รูปแบบนี้ก็ต่อเมื่อเราต้องการจะพูดถึงความเป็นจริงทั่วไปที่เป็นจริงตลอดกาลไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต 

โครงสร้างคือ If + present simple, present simple
ตัวอย่างเช่น

1. If you exercise every day, your health is strong. 
2. If you walk in the rain, you get wet. 
3. If you don't eat dinner, you get angry. 


2. First conditional - เราจะใช้รูปแบบนี้ก็ต่อเมื่อเราต้องการจะพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่เป็นจริงได้ (future true situations) จากเงื่อนไขที่สามารถปฏิบัติให้เป็นจริงได้

โครงสร้างคือ If + present simple, will + infinitive 
ตัวอย่างเช่น

1. If you don't hit the books, you will get poor grades.
2. If the sky is clear, we will go out for a bite.

3. Second conditional - เราจะใช้รูปแบบนี้ก็ต่อเมื่อเราต้องการจะพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันหรืออนาคตที่ไม่จริง เป็นสถานการณ์สมมุติทั่วไป

โครงสร้างคือ If + past simple, would +…

Grammar: -ed & -ing Adjectives

ในภาษาอังกฤษเราจะเห็นว่าส่วนใหญ่คำคุณศัพท์นั้นอาศัยการสร้างคำโดยเติม Suffix ก็คือ -ed / -ing เข้าไปจากตัวฐานเดิมที่เป็นกริยา (verb) เช่น คำว่า Interest (กริยา) เมื่อทำเป็นรูปคุณศัพท์ก็เติม -ed หรือ -ing เข้าไป จึงกลายเป็น Interested และ Interesting 
คำคุณศัพท์ที่เติม -ed เข้าไป เลยเรียกได้ 2 แบบ คือ 
1) -ed Adjectives หรือ -ed Participles ก็ได้ เพราะมันเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับคำกริยาเดิมเพียงแค่เติม -ed เข้าไป ทำให้กลายเป็นคำคุณศัพท์
2) ในทำนองเดียวกัน คำคุณศัพท์ที่เติม -ing เข้าไป ก็เรียกว่า -ing Adjectives หรือ -ing Participles  ก็ได้ เพราะมันเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับคำกริยาเดิมเพียงแค่เติม -ing เข้าไป ทำให้กลายเป็นคำคุณศัพท์
ทั้งสองเหมือนกันในเรื่องของหน้าที่ คือ เป็นคำคุณศัพท์ แต่โดยความหมายต่างกันดังนี้
1. -ed Adjectives มีความหมายเป็น Passive (ประธานถูกกระทำ)   2. -ing Adjectives มีความหมายเป็น Active (ประธานกระทำสิ่งนั้น) 3. -ing /-ed participial phrases วลีที่เพิ่มเข้ามาเพื่อขยายคำนามที่อยู่ก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในสามารถอยู่ในรูป -ing และ -ed ได้

เช่น All children playing football in the park live…