วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กระบวนการสร้างคำในพระนามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

กระบวนการสร้างคำในพระนามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 


โดยพระมหาสันติราษฎร์ ฌานสนฺติ (ป.ธ. 9 / พธ.ม. (ภาษาศาสตร์) / กำลังเรียน ป.เอก) วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร กทม


ที่มา: https://www.facebook.com/profile.php?id=100003798513737&fref=nf&pnref=story


คำว่า "มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรากูร" เป็นคำยืมบาลี-สันสกฤต
มหาวชิราลงฺกรณราชา [บาลี] มีทั้งหมด 8 หน่วยคำ *หน่วยที่เล็กที่สุดที่มีความหมายในภาษา สร้างโดยวิธีการสมาสคำ สนธิคำ ลงปัจจัย และลงวิภัตติ
[มหา+วชิร+อลํ+กร+ยุ[อณ]+อิว+ราช+สิ]
ระหว่าง มหา + วชิร = มหาวชิร (2 morphemes/หน่วยคำ) เป็นวิธีการสมาสคำ [บาลี] วิเคราะห์ว่า มหนฺตํ วชิรํ มหาวชิรํ มหนฺตมูลํ วา วชิรํ มหาวชิรํ. [บทขยายอยู่หน้า ประธานอยู่หลัง เรียก วิเสสนบุพพบท กัมมธารย]. เพชรอันใหญ่ หรือมีมูลค่าสูง ชื่อว่า มหาวชิระ.
ระหว่าง อลํ + กร + ยุ = อลงฺกรณ (3 morphemes/หน่วยคำ) เป็นวิธีการสนธิ และลงปัจจัย (suffix) [บาลี] มาจาก อลํ + กร = อลงฺกร [อาเทสหรือแปลงนิคคหิตเป็น งฺ], อลงฺกร + ยุ = อลงฺกรณ [ยุ ปัจจัยลงหลัง กฺร ธาตุ แปลงเป็น อฺณ]. อลงฺกรณ เป็นนามกิตก์ กรณสาธนะ วิเคราะห์ว่า อลงฺกโรติ เตนาติ อลงฺกรณํ (วตฺถุ) แปลว่า ชื่อว่า อลงกรณ์ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เป็นเครื่อง [ยุ]/กระทำ [กฺร]/ให้พอ [อลํ] หมายความว่า เครื่องประดับ.
ระหว่าง มหาวชิร + อลงฺกรณ = มหาวชิราลงฺกรณ (5 morphemes/หน่วยคำ) เป็นวิธีการสมาสคำ [บาลี] วิเคราะห์ว่า มหาวชิรเมว อลงฺกรณํ มหาวชิราลงฺกรณํ. [อวธารณบุพพบท กัมมธารย]. เครื่องประดับคือเพชรอันมีมูลค่าสูงนั่นเอง ชื่อว่า มหาวชิราลงกรณ.
ระหว่าง มหาวชิราลงฺกรณ+[อิว]+ราชา[ลง สิ วิภัตติ] = มหาวชิราลงฺกรณราชา (8 morphemes/หน่วยคำ) เป็นวิธีการสมาสคำ [บาลี] วิเคราะห์ว่า มหาวชิราลงฺกรโณ อิว ราชา มหาวชิราลงฺกรณราชา. [อุปมาบุพพบท กัมมธารย]. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว [ราชา] ผู้ทรงเป็นราวกะว่าเครื่องประดับคือเพชรอันมีมูลค่าสูงส่ง ชื่อว่า มหาวชิราลงกรณ์.

*
*
คำว่า "บดินทรเทพยวรางกูร"
บาลี. ปตินฺทเทววรงฺกุโร, ปตินฺททิพฺพวรงฺกุโร. สํ. ปตินฺทฺรทิวฺยวรงฺกุร
มีทั้งหมด 6 หน่วยคำ สร้างโดยวิธีการสมาสคำ

[ปติ+อินฺท+ทิพฺพ+วร+องฺกุร+สิ]
ระหว่าง ปติ+อินฺท = ปตินฺท [2 morphemes/หน่วยคำ], เป็นวิธีการสมาสคำบาลี วิเคราะห์ว่า ปติ จ อินฺโท จ ปตินฺโท. [บทขยายทั้งสองบท เรียก วิเสสโนภยบท กัมมธารย]. เป็นใหญ่ด้วย เป็นจอมด้วย ชื่อว่า บดินท. ปตินฺทฺร [เขียนแบบสันสกฤต] เป็น บดินทร.
ความหมายอื่นๆ : ปติ เป็นใหญ่, เป็นเจ้า, ผัว, ผู้รักษา.

อินฺท พระอินทร์, ผู้ถึงซึ่งความเป็นใหญ่, เป็นจอม. สํ. อินฺทฺร.

ระหว่าง ปตินฺท + ทิพฺพ = ปตินฺททิพฺพ [3 morphemes/หน่วยคำ], เป็นวิธีการสมาสคำบาลี วิเคราะห์ว่า ปตินฺโท ทิพฺโพ ปตินฺททิพฺโพ. [บทขยายอยู่หน้า เรียก วิเสสนบุพพบท กัมมธารย]. เทพเจ้า ผู้เป็นใหญ่ และเป็นจอม ชื่อว่า บดินททิพพ. ปตินฺทฺรทิวฺย [เขียนแบบสันสกฤต] เป็น บดินทรเทพย [เอา อิ ที่ ทิ เป็น เอ,เอา ว ที่ ทิว เป็น พ].
ระหว่าง ปตินฺททิพฺพ+วร = ปตินฺททิพฺพวร [4 morphemes/หน่วยคำ], เป็นวิธีการสมาสคำบาลี วิเคราะห์ว่า ปตินฺททิพฺโพ วโร ปตินฺททิพฺพวโร. [บทขยายอยู่หลัง เรียก วิเสสนุตตรบท กัมมธารย]. เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่และเป็นจอมผู้ประเสริฐ ชื่อว่า บดินททิพพวร.
ระหว่าง ปตินฺททิพฺพวร + องฺกุโร [ลง สิ] = ปตินฺททิพฺพวรงฺกุโร [ุ6 หน่วยคำ], เป็นวิธีการสมาสคำบาลี วิเคราะห์ว่า ปตินฺททิพฺพวรสฺส องฺกุโร ปตินฺททิพฺพวรงฺกุโร.[ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส]. หน่อเนื้อแห่งเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่และเป็นจอมผู้ประเสริฐ ชื่อว่า บดินททิพพวรังกุร. แบบ สันสกฤต. บดินทรทิวยวรังกุร. แบบไทย. บดินทรเทพยวรางกูร [เอา อิ ที่ ทิ เป็น เอ, ว ที่ ทิว เป็น พ, เสียง อะ ที่ อัง เป็น อา = อาง, เสียง อุ ที่ กุ เป็น อู = กูร].
แปลตามศัพท์ว่า 

"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นราวกะว่าเครื่องประดับคือเพชรอันมีมูลค่าสูงส่ง ผู้ทรงเป็นหน่อเนื้อแห่งเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่และเป็นจอม (แห่งมนุษย์) ผู้ประเสริฐ"

แปลเอาความเพื่อความสละสลวยทางภาษาขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละบุคคล.
ขอถวายพระพร.

พระมหาสันติราษฎร์ ฌานสนฺติ 
วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร

พระมหาสันติราษฎร์ ฌานสนฺติ เป็นอดีตสหายธรรมของผม สมัยเรียนปริญญาโท (ภาษาศาสตร์) มจร. กทม ภาพนี้ถ่ายในวันที่ไปร่วมงานศพท่านอาจารย์ทนงค์ ลำประไพ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาต่างประเทศ มจร. อยุธยา ณ เมรุวัดโพสพผลเจริญ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 2556


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Qualitative & Classifying Adjectives



ก่อนอื่นทำความเข้าคำว่า Classifying Adjectives

คำว่า Classifying หมายถึง จำแนกประเภท
คำว่า Adjective หมายถึง คุณศัพท์

รวมความแล้วคือ คุณศัพท์จำแนกประเภท เป็นประเภทหนึ่งของ Attributive Adjectives  และตรงกันข้ามกับ Qualitative Adjectives

ลองดูความแตกต่างระหว่าง Classifying Adjective กับ Qualitative Adjective ด้านล่างนี้ 

Classifying Adjective ไม่สามารถจัดเกรด (Non-gradable) ไม่มีในรูปของ Comparative และ Superlative *ในขณะที่ Qualitative Adjective สามารถจัดเกรดได้ และมีในรูป Comparative และ Superlative 

คำว่า ไม่สามารถจัดเกรด (Non-gradable) คือ ไม่สามารถใช้ Grading adverb ได้

คำว่า จัดเกรดได้ (Gradable) คือ สามารถใช้ Grading adverb ได้

Grading adverb คือตัวมาขยายคุณศัพท์ให้รู้ว่ามาก หรือ น้อย หรือค่อนข้างมาก หรือค่อนข้างน้อย เช่น very / rather / extremely / a little / hugely เป็นต้น   

* Classifying Adjectives คือคุณศัพท์จำแนกประเภท ยกตัวอย่างคำว่า British หมายถึงเกี่ยวกับคนอังกฤษ คือจำแนกประเภทชัดเลยว่า เกี่ยวกับคนอังกฤษ หรือคำว่า Digital ก็หมายถึงเกี่ยวกับดิจิตอล หรือคำว่า dead เราก็ถือว่าเป็น Classifying adjective เพราะมันไม่สามารถจัดเกรดได้ กล่าวคือเราไม่สามารถพูดว่า He is very dead. เราใส่ very เข้ามาเพื่อจัดเกรดให้มันไม่ได้ เราต้องบอกว่า He is dead. หรือ He is already dead. ซึ่งคำว่า already เป็น adverb เหมือนกัน แต่ไม่จัดอยู่ในประเภท grading adverbs เลยใส่เข้ามาได้ และไม่มีในรูป Comparative และ Superlative นั่นเอง
 ยังมีคุณศัพท์จำแนกประเภทอีกมากมาย เช่น Chemical / digital / dead / western / annual / external เป็นต้น เราสังเกตดูว่าคำพวกนี้ไม่สามารถจัดเกรดได้ และไม่มีในรูป Comparative และ Superlative 

*ส่วน Qualitative Adjectives เช่น good / bad / long / boring / hot / cold เป็นต้น เราสังเกตดูว่าคำพวกนี้สามารถจัดเกรดได้ และมีในรูป Comparative และ Superlative 
เช่นคำว่า Hot เราสามารถจัดเกรดได้โดยใช้ grading adverb เช่นร้อนมาก คือ very hot เราใส่คำว่า very เข้ามาเพื่อจัดเกรดหรือบอกระดับว่ามาก ใช้คู่กับ Qualitative adjective คือ hot นั่นเอง
ในรูป Comparative ก็คือ hotter และในรูป Superlative คือ Hottest  

ถามว่าเราจะสังเกตได้ไงว่าอันไหนเป็น Classifying อันไหนเป็น Qualitative adjectives?

จำง่ายๆว่า ถ้ามันจัดเกรดไม่ได้ และใช้ในรูป Comparative และ Superlative ไม่ได้ มันก็คือ Classifying adjectives และในทางกลับกัน ถ้ามันจัดเกรดได้ ใช้ในรูป Comparative และ Superlative ได้ มันก็คือ Qualitative adjective นั่นเอง


ประเด็นของมันก็มีประมาณนี้


การอธิบายมาก็พอสมควรต่อความเข้าใจ จึงขอยุติการอธิบายไว้เพียงเท่านี้ 

(สาธุ)


วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Journal-related note of English language teaching



As an English teacher, I have been developing myself by searching for grammar-related journals, books, materials and other stuff involved to read and shape my thinking of how to teach students English grammar effectively. Fortunately, I found lots of journals in need, but I decided to pick up the most interesting one, entitled Grammar and Grammaring: Towards Modes for English Grammar Teaching in China, for my free-time reading to apply something that I've read to be as a means of my English language teaching.   
The journal I mentioned above emphasizes the two methods of teaching Chinese students English, referring to linguistics and storytelling, despite the fact that there are many different English teaching methods being applied in different contexts such as Grammar-Translation Method, Audio-Lingual Method, Grammar Consciousness Raising Method, Interactional Feedback Approach, Discourse-based Teaching, Task-based Grammar Teaching, Output Tasks Communicative Teaching,  Story-based Approach, etc. Linguistic and story-telling methods are employed to teach students English grammar in most of the English departments in China. In this journal, it insists the use of linguistic method is fit for advanced learners of English because it is more reasoning-centered than knowledge-centered and is designed from linguistic and academic perspective, while the use of story-telling method is fit for beginners because it is more skill-centered than rule-centered and is designed from social and communicative perspective. In terms of role of grammar teaching, there are differing views, especially from scholars, on the role of grammar teaching in foreign language teaching since the issue is differently defined, depending on its perspectives or its different language learning contexts. 

Linguistic Method 

However, there is a positive role of grammar teaching in foreign language learning as a lot of research has claimed. It is because grammar is one of the most important elements of English language learning, helping students not only internalize the rules and functions but also inquiry the use of it in different contexts.  The following example is a dialogue-based test on distinguishing active voice and passive voice. Consider the following dialogue and explain the reasons or the aims of Speaker A in answering in different ways. 

A: I won't go to the party.
B: Why?
A1: You haven't invited me.
A2: Nobody has invited me.
A3: I haven't been invited.

Of course, you can use all of the A1-A2-A3 sentences to reply to the listener B, but you should be or must be aware of the level of politeness. From the dialogue, A 1 is the most direct way of answering that shows complaint to the listener B, and A 2 is moderate but still expresses a kind of dissatisfaction, while A 3 is a mild way which shows politeness. This example shows that choices of different forms of grammar can express various feelings and bring different communicative effects. 

Another example is that when talking about the conjunction and, students know how to use it, but they might not know how to use it for a pragmatic effect.   Students are usually taught to use and before the last component when it is used to coordinate with more than three components. But in fact this rule can be violated for a specific purpose. Here is an example  

A. Mary bought a skirt, a shirt, a coat and a handbag.
B. May bought a skirt and a shirt and a coat and a handbag.

Sentence A tells us a fact and is commonly seen in general, but Sentence B entails more than that and is not commonly seen in general. What is the difference between A and B? Keep in mind that when and is used between all the noun phrases (NP) instead of being used only between the last two, it not only functions as connecting two coordinate structures but also embodies some 'emotional' effect and 'rhetorical' effect.  

Story-telling Method

This method is used as a grammar lesson focusing on 'volume and repetition'. By learning English through storytelling, students will be given opportunities to use the items to be learnt as much as possible. Despite student-centered gradually promoted in the English classroom, teachers should help students make the leap from form-focused accuracy to meaning-focused fluency after explicit instructions by providing students with a variety of classroom exercises that motivate students to understand both in form and communicative meaning. Learning English through the method of storytelling can help students enhance the four skills -- listening, speaking, reading and writing. Therefore, it is also called integrated method.

To make students feel more relaxed when learning English, teachers better use the make-up material that suits the level of the students in control for students to listen and read. After listening and reading, the students can be asked to have a free talk about their hobbies or whatever they want to share with their classmates in small groups. In this way, they will be highly motivated to learn by hearing more stories from their own classmates. After class, teachers can order them to write down their own stories for final check on their learning outcomes.

Conclusion 

Despite the fact that grammar is not the ultimate goal of learning a foreign language, it is still one of the most significant elements of language learning as students or learners need a major need of certain degree of mastery of the target language. So it is crucial for teachers to reform and adjust teaching contents and methods according to the variation of English contexts being used in the present world.

Grammar can be taught both as knowledge and skills. Teaching grammar as knowledge, linguistic teaching method focuses on a clear understanding of grammar rules, functions and features of grammar learning. Storytelling offers students the meaningful learning of English grammar and smooth communication in different contexts.  












Summed up by Chanpradit T.   




    

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

A short note of Thailand 4.0




The Thai government's initiative of Thailand 4.0 model places importance on how to get Thailand out of the long standing traps regarding middle income, inequality, and imbalance. To overcome these traps, the Govt has been trying to direct Thailand to a better, richer and brighter place by relying on what it calls "Engines of Growth" consisting of 1) Productive Growth Engine, 2) Inclusive Growth Engine and 3) Green Growth Engine. 
First, Productive Growth Engine is designed to make Thailand a high income country by the application of new technology, creation, knowledge and innovation. Second, Inclusive Growth Engine is aimed to offer people rights, income distribution, opportunities and stability. Third, Green Growth Engine is expected to build national stability, raise awareness of economic development and encourage to use eco-friendly technology & environmental resources.       






Resource: http://www.bangkokbanksme.com/article/5992

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Grammar: conditionals



Conditionals คือประโยคเงื่อนไข มี 4 แบบหลักๆ คือ

1. Zero conditional         
2. First conditional
3. Second conditional    

4. Third conditional


1. Zero conditional  - เราจะใช้รูปแบบนี้ก็ต่อเมื่อเราต้องการจะพูดถึงความเป็นจริงทั่วไปที่เป็นจริงตลอดกาลไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต 

โครงสร้างคือ If + present simple, present simple
ตัวอย่างเช่น

1. If you exercise every day, your health is strong. 
2. If you walk in the rain, you get wet. 
3. If you don't eat dinner, you get angry. 


2. First conditional เราจะใช้รูปแบบนี้ก็ต่อเมื่อเราต้องการจะพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่เป็นจริงได้ (future true situations) จากเงื่อนไขที่สามารถปฏิบัติให้เป็นจริงได้

โครงสร้างคือ If + present simple, will + infinitive 
ตัวอย่างเช่น

1. If you don't hit the books, you will get poor grades.
2. If the sky is clear, we will go out for a bite.

3. Second conditional เราจะใช้รูปแบบนี้ก็ต่อเมื่อเราต้องการจะพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันหรืออนาคตที่ไม่จริง เป็นสถานการณ์สมมติทั่วไป

โครงสร้างคือ If + past simple, would + infinitive 
ตัวอย่างเช่น

1. If I was the prime minister, I would get the poor out of poverty. 
2. If I had a lot of money, I would travel around the world.

 4. Third conditional - เราจะใช้รูปแบบนี้ก็ต่อเมื่อเราต้องการจะพูดถึงสถานการณ์เงื่อนไขในอดีตที่ไม่เป็นจริง 

โครงสร้างคือ If + past perfect, would + have + past participle
ตัวอย่างเช่น

1. If I had hit the books, I would have passed the examination.
2. If I had told off my children, they would have dropped out of school. 






อ่านเพิ่มเติม

1. http://www.engisfun.com/
2. http://www.perfect-english-grammar.com/
3. http://learnenglish.britishcouncil.org/en/english-grammar

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Grammar: talking about age



ในภาษาอังกฤษเรามีวิธีพูดเกี่ยวกับอายุหลายวิธี วิธีที่เราเห็นบ่อยๆคือ

-  be followed by a number, and sometimes years old after the number. 
- คือเราใช้ตัวเลขหลัง v. to be หรือบางครั้งใส่คำว่า years old หลังจากตัวเลข

เช่น
เวลาเราเจอคำถามที่ว่า How old are you? เราสามารถตอบได้ 2 แบบหลักๆ คือ I am 20. รูปแบบนี้ดูเหมือนจะสั้นและเข้าใจง่ายดี เป็นการใส่ตัวเลขคือ 20 หลัง v. to be คือ am ซึ่งในหลักไวยากรณ์ยังสามารถที่จะใส่คำว่า years old หลังตัวเลขได้ด้วย มันจะช่วยให้ชัดขึ้น จึงเป็น I am 20 years old. กลายเป็นรูปแบบที่สอง 

ในกรณีที่ผู้ถาม ถามอายุเพื่อนเราอีกคนหนึ่ง ซึ่งเราไม่มั่นใจว่าเขาอายุ 20 หรือ 21 แต่เราคิดว่าเขาน่าจะประมาณ 21 เราสามารถใช้คำจำพวก about / approximately /over / under / above / below เพื่อบอกอายุแบบประมาณเอา ภาษาอังใช้คำว่า Talking about approximate age เช่น

ผู้ถามถามว่า How old is he?

เราตอบว่า He is about 21. หรือ He is about 21 years old. หรือ He is about twenty-one years old. หรือ He is about twenty-one. สังเกตว่าผมเลือกใช้คำว่า about เข้ามาใส่หลัง v. to be เพื่อแสดงความไม่แน่ใจ และเป็นการเซฟคำพูดของเราด้วย เพราะแทนที่เราจะบอกตรงๆไปโดยที่เราไม่เเน่ใจนั้น มันเสี่ยง เช่นถ้าเราบอกว่า He is 21 years old. แบบนี้เเสดงว่าเรามั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เขาอายุ 21 ปี แต่ถ้าคนที่ถามเราไปรู้ที่หลังว่า เขาอายุ 20 ปี ย่าง 21 แต่ยังไม่ 21 ปีที เราก็อาจจะเสียหน้าเล็กน้อยได้ ดังนั้นการที่เราบอกว่า He is about 21. นั้นย่อมเสียหน้าน้อยกว่า และช่วยเซฟคำพูดเราด้วยกรณีที่เราไม่มั่นใจว่าเขาอายุเท่าไหร่ 

อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นทางการน้อยลงไปคือ ใช้ of (less commonly aged) and a number after a noun. คือการใช้ of หลังนาม และใส่ตัวเลขหลัง of เช่น 

My dog plays with a child of six

อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นทางการน้อยกว่าการใช้ of คือคำว่า aged เช่น

She has two little children aged about nine and eleven. aged ในที่นี้ทำหน้าที่คล้ายกับ ed-participle หรืออาจจะเรียกว่า ed-adjective ก็ได้เพราะทำหน้าช่วยเติมเต็มหรือเพิ่มข้อมูลคำว่า two little children ให้ชัดมากขึ้นว่า ลูกของเธอสองคนนี้มีอายุประมาณเท่าไหร่

ในขณะเดียวกันอายุยังอยู่ในรูปแบบของ compound adjective ได้อีกด้วย โดยอาศัย Hyphen มาช่วยสร้างคำ เช่น Twenty-one-year-old หรือ 21-year-old เป็นรูป compound adjective เหตุผลที่ไม่เรียกว่า adjective เฉยๆก็เพราะว่ามันไม่ได้เป็นรูปคุณศัพท์โดดๆเหมือนกับ good / bad / pretty แต่มันเป็นคุณศัพท์ผสมมากกว่า 1 คำ มันจึงเป็น compound เลยเรียกว่า compound adjective นั้นเอง 
ตัวอย่างเช่น

He is a twenty-one-year-old student. ตำแหน่งของมันคืออยู่หลัง Linking verb (is) และหลัง Article หรือจะเรียกรวมๆว่า determiner ก็ได้ และอยู่หน้าคำนาม ซึ่งในรูปของ compound adjective ถ้ามันอยู่หลัง Linking verb โดยที่ไม่มี Determiner และคำนาม มันจะไม่สามารถใช้เป็นลักษณะ Compound adjective ได้ ต้องตัดเครื่องหมาย Hyphen ออก เช่น He is twenty-one years old. แต่ไม่ใช่ He is Twenty-one-year-old. แบบนี้ครับ
ในประโยคตัวอย่างด้านล่างนี้ เรายังสามารถแทรกคำคุณศัพท์เข้าไปได้อีกด้วยเพื่อความชัดเจนมากขึ้น He is a twenty-one-year-old student.

แทรกคุณศัพท์เข้าไปได้เช่น 
He is a good twenty-one-year-old student. good เป็นคุณศัพท์ แทรกเข้าไปเพื่อว่าเก่ง ดี เลิศ 

มากไปกว่านั้นยังทำให้มันเป็น compound noun ได้ด้วย เช่น

All the six-year-olds are taught by one teacher. สังเกตว่ามันมีหน้าตาคล้ายกับ Compound adjective เลยแต่ในกรณีนี้เราใช้มันเป็นลักษณะคำนามผสมเรียกว่า compound noun มันเลยสามารถทำหน้าที่เหมือนคำนามทั่วไปได้ปกติ เช่นประโยคด้านบน คำว่า six-year-olds ในที่นี้เป็นคำนามสื่อถึงเด็กอายุ6ขวบหลายคนและเป็นลักษณะเจาะจงกลุ่มคนเพราะใช้ definite article คือ the และเราจะเห็นว่ามันจะเติม -s หลังคำว่า old ด้วย แปลว่า เด็กอายุ6ขวบทั้งหมด(เหล่านี้/นั้น)ถูกอบรมสั่งสอนโดยคุณครูคนเดียว

ยังไม่จบง่ายๆครับ

ยังมีรูปแบบอื่นๆอีก อย่างเช่น เมื่อเราต้องการจะบอกอายุของคนๆหนึ่งในลักษณะประมาณการเอาแบบคร่าวๆว่า เขาอยู่ในช่วงอายุประมาณไหน ระหว่างเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ เรามีวิธีการบอกดังนี้ คือ

เราจะใช้ in ตามด้วย possessive adjective (หรือบางตำราเรียกว่า possessive determiner ก็ได้ถูกทั้งสองแบบ)  และตามด้วยคำนามที่อยู่ในรูปพหูพจน์เป็นการบอกถึงช่วงระยะอายุของบุคคลคนนั้น เช่นช่วงระยะ 60 แต่ไม่เกิน 70 ปี เช่น sixties / teens / twenties ตัวอย่างเช่น

... in บวกกับ possessive adjective บวกกับ ช่วงอายุในรูปคำนามพหูพจน์ เช่น He is in his sixties. ประโยคนี้เป็นการบอกช่วงอายุแบบประมาณเอาว่า เขามีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 60-69 ปี 

I first met her when she was in her teens. คำว่า teens คำนี้ก็หมายถึงอายุระหว่าง 13 - 19 ปี ดังนั้นประโยคนี้บอกว่า ผมเจอเธอครั้งแรกตอนเธอมีอายุระหว่าง 13-19 ปี แสดงว่าคนพูดไม่รู้อายุของผู้หญิงที่ชัดเจน เลยพูดในลักษณะประมาณเอาว่าน่าจะอยู่ในช่วงอายุระหว่างเท่าไหร่ แต่รู้แน่ๆว่าช่วงวัยรุ่น เลยใช้คำว่า teens 

เรายังสามารถแทรกคำจำพวก early / middle / late หลัง possessive adjective ได้เพื่อบอกให้รู้ว่า เขาอยู่ในช่วงอายุ 60 ต้นๆ หรือ 60 กลางๆ หรือ 60 ปลายๆ เช่น

He is in his early sixties. 
He is in his middle sixties.
He is in his late sixties.

เป็นต้น


มากไปกว่านั้น ยังสามารถใช้คำว่า over และ under ตามด้วยตัวเลขอายุได้เช่น

He is over 60 (years old). เขาอายุมากกว่า 60 แต่ไม่เกิน 69 ปี
He is under 60 (years old). เขาอายุต่ำกว่า 60 แต่ไม่น้อยกว่า 50 ปี


หรือในอีกแบบหนึ่งสามารถใช้ above และ below ได้ ส่วนใหญ่จะตามด้วย ... the age of ...(ใส่อายุ)....

เช่น 

He is below the age of 60. เขาอายุต่ำกว่า 60 แต่ไม่น้อยกว่า 50 ปี
He is above the age of 60. เขาอายุมากกว่า 60 แต่ไม่เกิน 69 ปี



จบบริบูรณ์ 


วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Group photos (Fundamental English III)


701



856


857



858


859





วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Memorial Tower, Kasetsart University

I posed for a photo in front of the Memorial Tower, Kasetsart University, Bangkok.




วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Impossible dreams possible









As I was a poor boy with a ray of hope for my family members to rely on, I, now, consider myself lucky that I reached its impossible destination where I'd never dreamt of.




วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Idiom: break a leg




วันนี้เสนอสำนวน break a leg 

ความหมายคล้ายกับคำว่า Good luck แต่ break a leg จะใช้ในกรณีที่เราต้องการจะบอกกับใครบางคนที่เป็นนักแสดงหรือนักร้องก่อนจะขึ้นเวทีทำการแสดง หรือร้องเพลงส่วนมากจะเป็นในโรงละคร หรือสถานที่การแสดง ดังนั้นถ้ามีเพื่อนเราจะขึ้นเวทีร้องเพลงหรือแสดงอะไรก็ตาม สามารถใช้สำนวนนี้ได้

เช่น

1. My dudes told me to break a leg before my on-stage performance time yesterday. 

2. I am going to join in the 2nd piano competition in Bangkok. I hope you break a leg

3. I know you can do it! Break a leg


วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Photos updated